เนื้อหาประกอบหน่วยการเรียนรู้
พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระราช
โอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จ รูป 6
พระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ (พระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี)
เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันเสาร์ที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๒๓ ได้รับ
พระราชทานนามว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ
เมื่อทรงพระเยาว์ได้ศึกษาภาษาไทยกับพระยาศรีสุนทรโวหาร
จนแตกฉาน
เมื่อพระชนมายุ ๑๓ พรรษา ทรงเสด็จไปศึกษาวิชาการต่างๆ ที่ประเทศอังกฤษ โดยทรงศึกษาด้านการทหารที่โรงเรียนนายร้อยทหารบกแซนด์เฮิสต์ และเสด็จเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยออกฟอร์ด เพื่อศึกษาวิชาประวัติศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และภูมิศาสตร์ ทรงใช้เวลาศึกษาในประเทศอังกฤษ ๙ ปี เมื่อพระชนมายุ ๒๒ พรรษา (พ.ศ. ๒๔๔๕) จึงเสด็จกลับประเทศไทย และเมื่อพระชนมายุได้ 30 พรรษา พระองค์เสวยราชสมบัติสืบต่อจากสมเด็จพระบรมชนกนาถ เมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๓
พระองค์เสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๘ ขณะพระชนมายุ ๔๕ พรรษา และเสวยราชสมบัติอยู่ได้ ๑๖ ปี
พระราชกรณียกิจ
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสวยราชสมบัติได้ยาวนาน ๑๖ ปี ตลอดรัชสมัยของพระองค์ ทรงประกอบพระราชกรณียกิจมากมายดังต่อไปนี้
ด้านการปกครอง ทรงปลูกฝังความรู้สึกรักชาติให้เกิดขึ้นในจิตใจของคนไทย โดยทรงพระราชนิพนธ์บทความ บทกวี และละครเพื่อปลุกใจชาวไทยให้รักชาติ ทรงตั้งกองเสือป่าขึ้นเมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๕๔ และกองลูกเสือขึ้นเมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ในปีเดียวกัน นอกจากนี้ยังปลูกฝังการปกครองแบบประชาธิปไตยแก่เหล่าข้าราชการ ทรงตั้งดุสิตธานีเมืองจำลอง ขึ้น เพื่อให้เป็นนครตัวอย่างของการปกครองแบบประชาธิปไตย
ด้านการศึกษา ทรงเห็นว่าการศึกษาเป็นสิ่งที่จะพัฒนาคนให้มีคุณภาพ จึงได้ทรงตราพระราชบัญญัติประถมศึกษาขึ้นเพื่อเป็นการปูพื้นฐานทางการศึกษาให้แก่เยาวชน นอกจากนี้ยังทรงตั้งโรงเรียนอาชีวศึกษาและจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ด้านการต่างประเทศทรงมองเห็นการณ์ไกลด้วยการนำชาติเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่๑ โดย อยู่ฝ่ายสัมพันธมิตรซึ่งในที่สุดก็เป็นฝ่ายชนะ ทำให้สามารถเจรจาแก้ไขสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรม เช่น สนธิสัญญาเกี่ยวกับการเก็บภาษี และสิทธิสภาพนอกอาณาเขตซึ่งสหรัฐอเมริกาเป็นชาติแรกที่ยอมแก้ไข
ด้านการคมนาคม ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งกรมอากาศยานขึ้น เพื่อส่งเสริมการคมนาคมขนส่งทางอากาศ ทรงให้กระทรวงทหารเรือจัดตั้งสถานีวิทยุโทรเลขที่กรุงเทพฯ (ตำบลศาลาแดง) และที่จังหวัดสงขลา ต่อมาได้โอนไปขึ้นกับกรมไปรษณีย์โทรเลขและได้ทรงตั้งกรมรถไฟหลวงขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๐
ด้านการทหาร ทรงสร้างเสริมความแข็งแกร่งของกองทัพทั้งทางบกและทางเรือและทรงตั้งกองบินขึ้น ทั้งนี้มิใช่เพื่อรุกรานใคร แต่ด้วยทรงยึดหลักว่า “แม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ”
ด้านเศรษฐกิจ ทรงจัดตั้งคลังออมสินขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๖ กรมพาณิชย์และสถิติพยากรณ์ กรมสรรพากร และกรมตรวจเงินแผ่นดิน
ด้านวรรณคดี ทรงพระราชนิพนธ์บทความ บทกวี บทละคร และประวัติศาสตร์มากมาย
ด้วยทรงมีพระปรีชาสามารถในหลายๆ ด้านนี้เอง จึงทรงได้รับการขนานนามว่า “สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า” ซึ่งหมายถึง พระมหากษัตริย์ผู้เป็นปราชญ์
ประวัติการลูกเสือไทย
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นครองราชย์ใน พ.ศ. ๒๔๕๓ นั้นอิทธิพลทั้งทางด้านการเมืองและวัฒนธรรมจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากมหาอำนาจตะวันตก และจีนกำลังเข้ามามีอำนาจเหนือสังคมไทย มีคนจำนวนไม่น้อยที่พากันเห็นดีเห็นงาม และตำหนิคนไทยกันเอง พระองค์ทรงเห็นภัยอันร้ายแรงนี้ จึงทรงต่อต้านโดยการ “ปลุกใจ” คนในชาติให้ตื่นตัวและตระหนักถึงความสำคัญของ “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” ในรูปแบบต่างๆ อย่างจริงจังและอย่างต่อเนื่อง
สำหรับการฝึกอบรมเยาวชนทรงเล็งเห็นว่าวิธีการลูกเสือตามแบบของลอร์ดเบเดน-โพเอลล์ ซึ่งกำลังแพร่หลายในขณะนั้นเป็นวิธีการที่ดี สามารถนำมาใช้ปลูกฝังเด็กไทยให้เกิดความรักชาติบ้านเมืองและบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม
ตั้งแต่เยาว์วัย จึงทรงดำริจะจัดให้มีกองลูกเสือสำหรับ
เด็กชายขึ้น แต่เนื่องจากยังทรงเกรงว่าประชาชนจะไม่
เห็นด้วย และเข้าใจไปว่าการฝึกลูกเสือเป็นการฝึกทหาร รูป 7
ไป จึงทรงมี “โครงการนำร่อง” คือทรงทดลองจัดตั้ง
กองเสือป่า สำหรับผู้ใหญ่ขึ้นใน พ.ศ. ๒๔๕๔
เสือป่า คือทหารที่ไปสืบข่าวข้าศึก เพื่อแม่ทัพจะได้ทราบข่าวล่วงหน้าก่อนเป็นเลาๆ ตรงกับคำว่า “ผู้สอดแนม” หรือในภาษาอังกฤษเรียกว่า สปาย (Spy) และก่อนที่รัชกาลที่ ๖ จะโปรดเกล้าฯให้ตั้งกองเสือป่าขึ้นนั้น พระองค์ทรงทดลองฝึกมหาดเล็กประจำพระองค์ที่พระราชวังสราญรมย์ และพระราชวังสนามจันทร์อย่างเงียบๆ มาก่อนถึง ๓ ปี
หลังจากทรงตั้งกองเสือป่าขึ้นแล้ว พระองค์ทรงเป็นนายกองใหญ่ ผู้บังคับบัญชาการเสือป่าทั่วราชอาณาจักรทุกคนก่อนที่จะเข้าประจำการต้องเข้าพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา พิธีนี้กระทำขึ้นครั้งแรก เมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๕๔ ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม